บล็อกการเลี้ยงดูทารก

เราต่างรู้กันดีว่าร่างกายของคุณแม่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่ง ใหญ่เมื่อตั้งครรภ์และหลังคลอด เราควรเลือกใช้เสื้อผ้าชุดคลุมท้อง ชุดตั้งครรภ์ ส่วนใหญ่เรามักจะสนใจแต่การเปลี่ยนแปลงในด้านลบ เช่น ความย้วย ท้องลาย หน้าอกหย่อนคล้อย และอื่น ๆ แต่คุณอาจไม่เคยรู้ว่าความเป็นแม่นั้นยังมีผลกระทบต่ออวัยวะสำคัญหนึ่งใน ร่างกายของเรา ซึ่งก็คือสมองนั่นเอง

เรากำลังจะบอกว่าการเป็นคุณแม่นั้นจะส่งผลดีต่อสมองของคุณอย่างไร (เรื่องนี้ได้รับการยืนยันทางวิทยาศาสตร์มาแล้ว ดังที่คุณจะได้อ่านต่อไป)

รายงานข่าวจาก NBC เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้เปิดเผยผลการวิจัยที่บ่งชี้ว่าความเป็นแม่นั้นส่งผลดีต่อร่างกายคุณ แม่อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อสมอง

เมื่อผู้หญิงกลายเป็นคุณแม่ สมองจะหลั่งฮอร์โมนออกมาหลายชนิด ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความผูกพันธ์ระหว่างตัวคุณแม่และลูกน้อย อีกทั้งยังทำให้คุณแม่รู้สึกอยากปกป้องและดูแลลูกในแบบที่คนอื่นไม่อาจเทียบ

ฮอร์โมนที่เราพูดถึงนี้ คือ ออกซิโทซิน และโปรแลคติน

ออกซิโทซิน

หรือที่รู้จักกันในชื่อ ฮอร์โมนแห่งความรัก ฮอร์โมนแห่งการกอด สารแห่งความสุข ฯลฯ ฮอร์โมนชนิดนี้ถูกสร้างขึ้นในไฮโปตลามัสในสมอง โดยต่อมพิทูอิตารีซึ่งอยู่ในสมองเช่นกัน

mum-hold-toddler

ออกซิโทซินมีประโยชน์กับแม่หลายประการ

“ฮอร์โมนแห่งความรัก” ทำหน้าที่อะไร?

  • ระหว่างการคลอด จะทำหน้าที่ทำให้มดลูกบีบตัว
  • ทำให้คุณแม่มีความเป็นห่วงเป็นใยและอยากเอาอกเอาใจมากขึ้น
  • ออกซิโทซินยังทำให้คุณแม่สามารถจดจำกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของลูกน้อยได้และชอบกลิ่นนี้มากกว่ากลิ่นอื่น ๆ อีกด้วย
  • กระตุ้นให้คุณแม่หลั่งน้ำนมในระหว่างการให้นม
  • ออกซิโทซินยังช่วยให้ร่างกายจัดเรียงจุดเชื่อมต่อของเส้นประสาทภายในสมองบางส่วน ทำให้ผู้หญิงแสดงความเป็นแม่ออกอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
  • ช่วยให้คุณแม่เข้าใจภาษากายของลูกน้อยได้ดียิ่งขึ้น

    Cradit by : theasianparent.com

พัฒนาการลูกน้อยดี เริ่มต้นที่พ่อแม่

พัฒนาการด้านสังคมวัยอนุบาล-01

พัฒนาการทารกแรกเกิด-1 ขวบ

สำหรับพัฒนาการทารกนั้น ลูกรักมักจะชอบทำเสียงแปลกๆ ค่ะ ซึ่งหลังจากที่พ้นจากช่วงที่เป็นทารกแล้ว เด็กๆ บางคนอาจเริ่มหัดเดิน คลานได้คล่องขึ้น ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยฝึกการเดินของลูกให้คล่องแคล่วขึ้น โดยให้เรียกชื่อบ่อยๆ เพื่อให้ลูกคลานหรือเดินไปหา รวมถึงการเปิดเพลง ร้องเพลง หรือหาของเล่นที่มีเสียงมาให้เจ้าตัวเล็ก เพื่อกระตุ้นพัฒนาการทารกนั่นเองค่ะ

 

พัฒนาการลูกน้อยวัย 2 ขวบ

พัฒนาการของเด็กวัยนี้ ลูกเริ่มเดินเป็นจังหวะได้ดี มั่นคงขึ้น และชอบกวาดตาไปรอบๆ ขณะเดิน ชอบฟังนิทานและสนใจที่จะเปิดหนังสือเล่น คุณแม่จึงควรเปิดโอกาสให้ลูกได้สำรวจโลกที่กว้างขึ้นสำหรับเขา ด้วยการพาไปเปิดหูเปิดตาที่สวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น หรือสวนสัตว์บ้าง เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการและให้ลูกรักสัมผัสโลกกว้างอย่างเต็มที่ค่ะ

 

พัฒนาการลูกน้อยวัย 3 ขวบ

สำหรับพัฒนาการของเด็กวัยนี้ จะเริ่มทรงตัวได้ดี ใช้มือได้ดี ช่างพูด ชอบของเล่นที่ใช้มือ ชอบวาดรูป คุณพ่อและคุณแม่สามารถเสริมพัฒนาการลูกน้อยได้โดยหัดให้เขาช่วยเหลือตัวเอง เช่น ใส่เสื้อผ้าแบบง่ายๆ หรือช่วยงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ค่ะ (again, let’s give more solid example)

 

พัฒนาการลูกน้อยวัย 4 ขวบ

พัฒนาการของเด็กวัยนี้ จะสามารถใช้กล้ามเนื้อมือได้คล่องแคล่วขึ้น เช่น ตัดกระดาษได้โดยใช้กรรไกร จับดินสอได้ดี พูดประโยคยาวๆ ได้มากขึ้น ชอบเล่นปีนป่าย ทานอาหารได้เอง ซึ่งคุณพ่อและคุณแม่ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้เล่นอย่างเต็มที่ เช่น เล่นปีนป่ายได้ในที่ที่ปลอดภัยนะคะ

 

พัฒนาการลูกน้อยวัย 5-6 ขวบ

พัฒนาการของเด็กวัยนี้จะชอบส่งเสียงดัง ชอบเล่นนอกบ้าน สามารถดูแลตัวเองในเรื่องง่ายๆ ได้แล้ว เช่น แปรงฟันหรือแต่งตัวได้เอง และเพื่อเป็นการช่วยเสริมสร้างพัฒนาการลูกน้อย คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกออกไปเล่นนอกบ้านบ้างเพื่อให้ลูกได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากขึ้นนะคะ

การดูแลเด็กๆเพื่อพัฒนาการที่ดี คือสิ่งสำคัญมากในอนาคตของเด็กๆการดูแลจนถึงการแต่งตัวเสื้อผ้าเด็กของใช้เด็กของเล่นเด็กเพื่อการพัฒนาของเด็กๆที่ดี

Credit by : http://www.care.co.th

อาหารเด็ก

อาหารเด็กอุปกรณ์สำหรับเด็กรับประทานเด็กช่วง ปิดเทอมของวัยซน สำหรับคุณแม่ที่ยังคิดเมนูไม่ออก วันนี้ขอนำเสนอ 2 เมนูคาว-หวาน จากนิตยสาร Mother & Care แบบง่าย ๆ แสนอร่อยและเหมาะในช่วงหน้าร้อน มาฝากกันค่ะ บอกเลยว่าเมนูที่เรานำมาฝากเหมาะในช่วงหน้าร้อนมาก ๆ ค่ะ ^^

อาหารเด็ก

2 เมนูวัยซน ไข่ดาวซอสมะขาม-ทับทิมกรอบ

อาหารเด็ก

อาหารเด็กช่วง ปิดเทอมของวัยซน สำหรับคุณแม่ที่ยังคิดเมนูไม่ออก วันนี้กระปุกดอทคอมขอนำเสนอ 2 เมนูคาว-หวาน จากนิตยสาร Mother & Care แบบง่าย ๆ แสนอร่อยและเหมาะในช่วงหน้าร้อน มาฝากกันค่ะ บอกเลยว่าเมนูที่เรานำมาฝากเหมาะในช่วงหน้าร้อนมาก ๆ ค่ะ ^^

อาหารเด็ก


ไข่ดาวซอสมะขาม

ส่วนผสม

– 1. ไข่ไก่

– 2. หัวหอมแดงซอย

– 3. กระเทียมกลีบใหญ่ซอย

– 4. หมูสับ

– 5. น้ำตาลปี๊บ

– 6. น้ำปลา

– 7. น้ำมะขามเปียก

– 8. น้ำมัน

วิธีทำ

1. ทำน้ำซอสมะขามโดยผสมน้ำปลา น้ำมะขามเปียก น้ำตาลปี๊บเข้าด้วยกันเตรียมไว้

2. ทอดไข่ดาวให้สุก พักใส่จานไว้

3. เจียวหอมและกระเทียมพักไว้

4. นำน้ำมันที่เหลือจากเจียวหอมและกระเทียมแบ่งมาเล็กน้อย นำหมูสับลงไปผัด พอเริ่มสุกให้ใส่น้ำซอสมะขามที่ทำเตรียมไว้ลงไปผัดให้เข้ากัน พอทุกอย่างสุกเข้ากันดีแล้วจึงตักราดบนไข่ดาว โรยหน้าด้วยหัวหอมและกระเทียมที่เจียวเตรียมไว้

อาหารเด็ก

ทับทิมกรอบ

ส่วนผสม

– 1. แห้ว

– 2. น้ำหวานแดง

– 3. แป้งมัน

วิธีทำ

1. หั่นแห้วเป็นชิ้นเล็ก ๆ ขนาดเท่า ๆ กัน แล้วนำไปแช่ในน้ำหวานแดงประมาณ 10-15 นาที

2. เมื่อได้เวลาให้ช้อนแห้วขึ้นมาให้สะเด็ดน้ำ แล้วนำไปเคล้ากับแป้งมันให้ทั่วเน้อแห้ว

3. ตั้งน้ำให้เดือด นำแห้วที่เคล้าแป้งแล้วลงไปต้มจนสุก เมื่อสุกแป้งจะใส แห้วจะลอยขึ้นมา ตักขึ้นแช่ในน้ำเย็น กินกับน้ำเชื่อม น้ำกะทิ หรือน้ำหวานตามชอบ

Credit by : http://www.kapook.com

เวลาพิเศษในช่วงฤดูร้อน หมายถึงความเสี่ยงของการที่ให้เด็กๆได้มีเวลาเล่นสนุก ในช่วยเวลานั้น เมื่อเดได้ต้องการเข้าสู่สังคมภายนอก นี่คือเคล็ดลับในการดูแลเด็กๆของคุณ

เด็กแรกเกิดเมื่อได้พัฒนาองค์ร่วมทั้งกล้ามเนื้อมัดใหญ่ มัดเล็ก ประสาทสัมผัสที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ต่อมา ส่งผลถึงการมองเห็น รับกลิ่นรับรส ได้ยินเสียง ผิวสัมผัส เมื่อทารกได้รับสัมผัสต่างๆ จะส่งสัญญาณไปที่สมอง ทำให้สมองเกิดการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์มารดาเลยก็ว่าได้ ทารกจะสามารถจับเสียงพ่อแม่ได้ การกระตุ้นด้วยเสียง แสง ในระยะตั้งครรภ์ทำให้สมองเจริญเติบโตได้เหมือนกัน เมื่อคลอดแล้ว พ่อแม่มองหน้าลูก ส่งสายตากับลูก ทำปากให้ลูกเห็นมันทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ ส่งสัญญาณทำให้สมองเจริญเติบโต

1.พ่อแม่ต้องฝึกอดทนอดกลั้นให้เป็น
สิ่งแวดล้อมด้านบวกที่ดีเริ่มได้จากพ่อแม่ที่ต้องรู้จักฝึกความมีสติให้ กับตัวเอง รู้จักอดทนอดกลั้นให้เป็น อย่าใช้คำพูดเสียดแทงเด็ก ถ้าทำให้เด็กรู้สึกว่าเขาไม่ได้ถูกรัก พ่อแม่ต้องปรับเปลี่ยน และสิ่งที่พ่อแม่จะต้องอดทนฝึกลูกให้รู้สึกช่วยเหลือตัวเองให้ได้ คิดแก้ปัญหาเป็น พ่อแม่ยังควรหาสื่อดีๆ หาเพื่อนที่ดีให้ลูก การให้ลูกรู้จักกับศาสนาเป็นเรื่องที่ดีที่สุด สนับสนุนให้ลูกทำกิจกรรมจิตอาสาฝึกของเล่นเด็กพัฒนาการเด็กซึ่งเต็มไปด้วยคนดี เมื่อลูกพบเพื่อนดีก็จะดึงไปในทางที่ดี

เด็กวัยอนุบาลมีสมรรถนะและพัฒนาการด้านสังคมอย่างไร?

สมรรถนะและ พัฒนาการทางสังคมของเด็กตั้งแต่ 3-6 ปี มีดังนี้

  • เด็กวัย 3 ขวบ รับประทานอาหารเอง เล่นแบบคู่ขนาน คือ เล่นของเล่นชนิดเดียวกัน แต่ต่างตนต่างเล่น ชอบเล่นสมมุติ รู้จักการรอคอย
  • เด็กวัย 4 ปี แต่งตัวได้ด้วยตนเอง ไปห้องน้ำได้เอง เล่นร่วมกับคนอื่นได้ รอคอยตามลำดับก่อนหลัง แบ่งของให้คนอื่น เก็บของเล่นเข้าที่ได้
  • เด็กวัย 5 ปี ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ด้วยตนเอง เล่นหรือทำงานโดยมีจุดมุ่งหมายร่วมกับคนอื่นได้ พบผู้ใหญ่รู้จักไหว้ ทำความเคารพ รู้จักขอบคุณ เมื่อรับของจากผู้ใหญ่ รับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมาย

เด็กวัย 6 ปี มีการเล่นเป็นกลุ่ม มีกติกาข้อตกลง เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นมากขึ้น ช่วยเหลือตัวเองได้ดี รู้จักมารยาททางสังคม

2.ฝึกให้เด็กรู้จักตนเอง

พ่อแม่ลูกสามารถทำร่วมกันได้ที่บ้าน เช่น ชวนลูกทำสมุดประวัติตนเอง มีภาพถ่ายของลูกตั้งแต่วัยทารกจนปัจจุบัน ภาพพ่อแม่ พี่ น้อง ปู่ย่า ตายาย ให้ลูกจัดภาพลงสมุดภาพ ให้บอกชื่อเล่น ชื่อจริงและนามสกุล ชื่อพ่อ แม่ และบุคคลในภาพ พ่อแม่ช่วยเขียน หากเด็กวัย 5-6 ปี อาจเขียนตามแบบได้ บางภาพอาจเล่าเรื่องราวและบันทึกไว้ ทำต่อไปจนเด็กโตเข้าชั้นประถมศึกษาเขาจะทำเองได้ กิจกรรมนี้ช่วยให้เด็กรู้จักตนเองและความสัมพันธ์ในครอบครัว

3.ฝึกจริยธรรม

จริยธรรมเบื้องต้นสำหรับเด็กเป็นการสร้างเสริมทัศนคติต่อคุณธรรมเพื่อให้มี ความพร้อมทางจริยธรรมในขั้นสูงต่อไป โดยเริ่มสอนให้เด็กรู้จักกรรมดีชั่วให้ถูกต้อง รู้ว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว และรู้ว่าความสุขที่แท้จริงคือความสงบ ไม่ดีใจเกินไปหรือเสียใจเกินไป โดยมีตัวแบบปฏิบัติที่ถูกต้องดีงามให้เด็กซึมซับจากตัวแบบจริง เช่น การเห็นผู้ใหญ่พูดจาไพเราะ แบ่งปัน เอื้อเฟื้อต่อกัน และให้เด็กเรียนรู้จากตัวแบบทางอ้อม เช่น จากตัวละครในนิทาน การแสดงละคร การเล่นบทบาทสมมุติ เป็นต้น
4.ฝึกปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี กับครอบครัว โรงเรียนและชุมชน
กิจกรรมเหล่านี้มีความหมายต่อชีวิตทั้งตนเองและสังคม พ่อแม่ควรปลูกฝังและชี้แนะให้เด็กทำความดี ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของศาสนาที่ตนนับถือ ร่วมกิจกรรมตามประเพณีในสังคมไทย ซึ่งมีจุดมุ่งหมายคือการทำความดี เช่น กิจกรรมวันแม่ วันที่ 12 สิงหาคม กิจกรรมวันพ่อ วันที่ 5 ธันวาคม กิจกรรมวันสารทเดือนสิบ กิจกรรมวันตรุษจีน กิจกรรมเหล่านี้ปลูกจิตสำนึกให้เด็กรู้ว่าเรามีผู้เลี้ยงดูเรามา เราต้องมีความกตัญญูกตเวทีต่อท่านด้วยการเชื่อฟัง ทำดีและต่อไปภายหน้าเราควรเป็นผู้เลี้ยงดูตอบแทนท่าน ผู้ใหญ่ควรสอนเรื่องนี้แก่เด็ก เนื่องจากการมีความกตัญญูจะเป็นหนทางของคนดี เป็นต้น

5.ฝึกให้เด็กพึ่งตนเอง

คุณลักษณะการพึ่งตนเองเป็นสิ่งที่ดีงามของชีวิตที่ทำให้ตนเองมีคุณค่าและไม่ เป็นภาระของผู้อื่น ดังคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของเด็กปฐมวัยตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธ ศักราช 2546 ได้ระบุไว้ว่า เด็กควรช่วยเหลือตนเองได้เหมาะสมกับวัย ดังนั้นวัยเด็ก 3-6 ปี เด็กจะต้องแต่งตัว อาบน้ำ ทำความสะอาดอวัยวะขับถ่าย จัดและเก็บที่นอน รับประทานอาหารได้เอง หยิบของเล่นได้เอง และรู้จักเก็บให้เรียบร้อย รวมทั้งช่วยพ่อแม่ทำงานบ้านง่ายๆได้ เช่น รดน้ำตนไม้ ให้อาหารสัตว์เลี้ยง หรือ เขียน วาดภาพเล่นเพลิดเพลินได้โดยไม่รบกวนผู้ใหญ่
6ฝึกหัดให้รู้จักตนเองและหน้าที่ รู้จักสิทธิของตนเองและผู้อื่น
เด็กควรรู้จักตนเองว่าเป็นสมาชิกของครอบครัวมีหน้าที่เชื่อฟังพ่อแม่และช่วย เหลือครอบครัวในฐานะสมาชิก เด็กเป็นสมาชิกของโรงเรียน หน้าที่ของเด็กคือ การเรียนหนังสือ ปัจจุบันเด็กวัย 3 ขวบไปโรงเรียนแล้ว เขาจะต้องเรียนหนังสือกับครู เด็กๆทุกคนมีสิทธิที่ได้เรียน จึงควรตั้งใจเรียน คุณครูเป็นครูของทุกคน เพื่อนที่อยู่ด้วยเป็นมิตรกัน มีสิทธิที่จะเล่นที่โรงเรียนเหมือนกัน มีของเล่นเราเล่นด้วยกันได้ เด็กควรรู้จักสิทธิและหน้าที่ผ่านกิจกรรมที่เด็กทำได้ โดยพ่อแม่เป็นผู้ปลูกฝังผ่านการกระทำและสนทนากับเด็ก เพื่อเขาจะได้เป็นสมาชิกที่ดีของสังคมเมื่อเติบโต

ทำไมฉันควรให้นมลูก?

เลี้ยงลูกด้วยนมและชุดคลุมท้องเป็นเรื่องปกติและมีสุขภาพดีสำหรับทารกและคุณแม่ น้ำนมแม่มีเซลล์โรคต่อสู้ที่เรียกว่าแอนติบอดีที่ช่วยป้องกันทารกจากเชื้อโรคเจ็บป่วยและกลุ่มอาการทารกเสียชีวิตอย่างกะทันหัน (SIDS) เลี้ยงลูกด้วยนมจะเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่ลดลงของปัญหาสุขภาพต่างๆสำหรับทารก ได้แก่ :

ติดเชื้อที่หู
ไวรัสกระเพาะอาหาร
การติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ
dermatis ภูมิแพ้
โรคหอบหืด
ความอ้วน
ประเภท 1 และเบาหวานชนิดที่ 2
โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวในวัยเด็ก
necrotizing enterocolitis, โรคระบบทางเดินอาหารในเด็กทารกคลอดก่อนกำหนด

ทำไมเลี้ยงลูกด้วยนมมีความสำคัญอย่างไร

ในแม่, นมจะเชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่ำของโรคเบาหวานประเภท 2 มะเร็งเต้านมมะเร็งรังไข่และภาวะซึมเศร้าหลังคลอด สูตรทารกไม่สามารถจับคู่แต่งหน้าเคมีที่แน่นอนของนมมนุษย์เซลล์โดยเฉพาะอย่างยิ่งฮอร์โมนและแอนติบอดีที่โรคต่อสู้ สำหรับทารกส่วนใหญ่นมแม่ย่อยได้ง่ายกว่าสูตร มันต้องใช้เวลาสำหรับท้องของพวกเขาปรับตัวให้เข้าย่อยโปรตีนในสูตรเพราะพวกเขาจะทำจากนมวัว
ฉันควรให้นมลูกนาน?

หลายองค์กรชั้นนำด้านสุขภาพขอแนะนำให้ทารกมากที่สุดนมลูกเป็นเวลาอย่างน้อย 12 เดือนเลี้ยงลูกด้วยนมพิเศษสำหรับ 6 เดือนแรก ซึ่งหมายความว่าทารกจะไม่ได้รับอาหารหรือของเหลวอื่น ๆ กว่านม 6 เดือนแรก คำ แนะนำเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนโดยองค์กรรวมทั้ง American Academy of กุมาร, American Academy of แพทย์สำหรับครอบครัว, อเมริกันวิทยาลัยสูตินรีแพทย์และนรีแพทย์, วิทยาลัยอเมริกันของพยาบาลตำแย, สมาคมโภชนาการอเมริกันและชาวอเมริกันสมาคมสุขภาพสาธารณะ
ฉันควรเสริมด้วยสูตร?

ให้สูตรทารกของคุณอาจทำให้เขาหรือเธอจะไม่ต้องการนมแม่มากที่สุดเท่าที่ นี้จะลดปริมาณน้ำนม ถ้าคุณเป็นห่วงว่าลูกน้อยของคุณไม่ได้กินพอพูดคุยกับแพทย์ของทารก
ทารกของฉันต้องธัญพืชหรือน้ำ?

ลูกน้อยของคุณเพียงต้องการนมหกเดือนแรกของชีวิต น้ำนมแม่เพียงอย่างเดียวจะให้สารอาหารทารกของคุณต้องการ ให้ทารกธัญพืชอาจก่อให้เกิดลูกน้อยของคุณจะไม่ต้องการนมแม่มากที่สุดเท่าที่ นี้จะลดปริมาณน้ำนม แม้จะอยู่ในสภาพอากาศร้อนทารกนมแม่ไม่ต้องการน้ำหรือน้ำผลไม้ เมื่อลูกน้อยของคุณพร้อมสำหรับการอาหารอื่น ๆ พวกเขาควรจะอุดมด้วยธาตุเหล็ก
มัน ok สำหรับลูกของฉันที่จะใช้จุก?

ถ้าคุณต้องการที่จะลองมันก็จะดีที่สุดที่จะรอจนกว่าทารกเป็นหนึ่งเดือนเก่าที่จะแนะนำจุก นี้จะช่วยให้เด็กที่จะเรียนรู้วิธีการสลักกันบนหน้าอกและได้รับเพียงพอที่จะกิน
เป็นลูกของฉันได้รับเพียงพอวิตามิน D?

วิตามิน D เป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างกระดูกให้แข็งแรง ทารกและเด็กควรสวมเสื้อผ้าเด็กที่สะอาดและควรจะได้รับอย่างน้อย 400 หน่วยสากล (IU) ของวิตามินดีในแต่ละวัน เพื่อ ตอบสนองความต้องการนี​​้ทั้งหมดทารกนมแม่ (รวมทั้งที่มีการเติมสารสูตร)​​ ควรจะได้รับอาหารเสริมวิตามิน D ของ 400 IU ในแต่ละวัน นี้ควรเริ่มต้นในไม่กี่วันแรกของชีวิต คุณสามารถหาซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามิน D สำหรับทารกที่ร้านขายยาหรือร้านขายของชำ แสงแดดเป็นแหล่งสำคัญของวิตามินดี แต่มันก็เป็นเรื่องยากที่จะวัดเท่าใดแสงแดดทารกได้รับและคุณดวงอาทิตย์มากเกินไปอาจเป็นอันตราย เมื่อลูกน้อยของคุณเป็นหย่านมจากนมเต้านมพูดคุยกับแพทย์ของทารกเกี่ยวกับว่าลูกน้อยของคุณงัวต้องการเสริมวิตามิน D เด็กบางคนไม่ได้รับเพียงพอวิตามิน D ผ่านอาหารเพียงอย่างเดียว
เมื่อฉันควรหย่าลูกของฉัน?

American Academy of Pediatrics แนะนำให้นมลูกเกินวันเกิดปีแรกของทารกและตราบเท่าที่ทั้งแม่และลูกน้อยต้องการ เวลาที่ง่ายที่สุดและเป็นธรรมชาติมากที่สุดจะหย่าคือเมื่อเด็กของคุณนำไปสู่​​กระบวนการ แต่วิธีการที่แม่รู้สึกมีความสำคัญมากในการตัดสินใจเมื่อจะหย่า

จาก http://www.womenshealth.gov/publications/our-publications/fact-sheet/breastfeeding.html

 

ถ้าปล่อยให้หนูเป็นลูกคนเดียวมาเป็นปี แล้วอยู่ๆแม่ก็อุ้มเด็กที่ไหนก็ไม่รู้ หน้าตาแปลกๆ แถมร้องไห้เสียงดังลั่นเข้ามาในบ้านพร้อมประโยคสั้นๆ(แต่ไม่ยักเข้าใจ)ว่า “นี่ไงจ๊ะ น้องของหนู” รับประกันได้ว่า หนูไม่มีวันยอมเด็ดขาด แล้วคราวนี้แม่จะรู้ว่า อาการหัวปั่นเมื่อหนูป่วนมันเป็นยังไง ฮึ่ม!

ก่อน อื่นเลยคุณแม่คงต้องทำใจว่า การท้องในครั้งนี้คุณแม่จะมัวมากังวลกับความเปลี่ยนแปลงของตัวเองเพียงเท่า นั้นไม่พอค่ะ เพราะการตั้งครรภ์ในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเรื่องของคุณกับลูกในท้องเท่านั้น ยังมีหนูน้อยอีกคนหนึ่งที่เฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงของแม่ และยังต้องการเวลาสำหรับตัวแกที่แม่ควรมีให้อยู่เหมือนเดิม

ลูก ควรจะได้รับรู้เรื่องราวของน้องไปพร้อมๆกับผู้อื่นด้วย และในแต่ละเดือนที่ผ่านไป อย่าลืมสะกิดลูกเข้ามามีส่วนร่วมกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นด้วยนะ เช่น เมื่อรูปร่างแม่เริ่มเปลี่ยนแปลง ลูกอาจฉงนสนเท่ห์ว่าน้องทำอะไรแม่ถึงเป็นแบบนี้ แม่ก็คงต้องอธิบายว่าน้องอยู่ในนี้ หรือเวลาน้องดิ้นก็คว้ามือน้อยๆของลูกมาวางที่ท้องในตำแหน่งที่น้องดิ้น นอกจากนั้นหากมีเวลาแม่กับลูกน่าจะมาจับเข่าคุยกันสักหน่อยว่า หลังจากน้องเกิดมาแล้วจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง เช่น น้องจะร้องไห้บ่อย แม่ต้องแบ่งนมให้น้องกิน ต้องอุ้มน้อง ฯลฯ อย่าลืมย้ำอย่างหนักแน่นว่าน้องจะไม่ใช่คนที่มาแย่งความรักที่พ่อแม่มีต่อ ลูกไป แต่น้องมาเพื่อได้รับความรักจากลูก และต้องการการดูแลเอาใจใส่ช่วยเหลือจากลูกเช่นกัน

เมื่อถึง “วันนั้น”

อย่า ลืมพาหนูไปเยี่ยมแม่กับน้องด้วย เพราะภาพที่เห็นทำให้หนูเข้าใจว่าที่แม่หายหน้าไปวันหรือ 2 วันก่อนหน้านี้ แม่ไปไหน! ทำอะไร! และได้เห็นว่าแม่สุขสบายดีแถมมีน้องน่ารักให้หนูอีก 1 คน

“กลับมาบ้านซะที”

แม้ ว่าลูกจะทำท่าเข้าอกเข้าใจพ่อกับแม่และน้องใหม่เป็นอย่างดี แต่เมื่อกลับมาบ้าน ได้เห็นแม่ทะนุถนอมน้อง แอะนึงก็โอ๋ แอะนึงก็อุ้ม คุณแม่ก็อาจจะเห็นอาการวีนเล็กๆจากลูก เช่น อาจงอแงทำตัวเหมือนเด็กเล็กๆ ซึ่งถ้าคุณพ่อคุณแม่ใช้ความอดทนสักนิด พยายามไม่ทำให้ลูกรู้สึกว่าคุณเปลี่ยนไป แกก็จะรู้สึกอบอุ่นใจ มั่นใจ และเข้าใจว่าที่แท้พ่อแม่ก็ยังรักแกเหมือนเดิมแต่อาจแสดงออกแตกต่างกับน้อง ก็เท่านั้นเอง

แต่วิธีที่น่า จะช่วยป้องกันหรือลดอาการที่ว่านี้ลงได้ก็คือ จากโรงพยาบาลมาถึงบ้าน คุณแม่น่าจะไหว้วานให้คุณพ่อหรือคนใกล้ชิดเป็นคนอุ้มลูก(คนเล็ก)แทน เพื่อแขนสองข้างของคุณแม่จะได้โอบกอดเจ้าตัวโตได้เต็มไม้เต็มมือ(และเป็นการ ช่วยให้คุณแม่สบายขึ้นหน่อยเพราะแผลหลังคลอดอาจทำให้อุ้มลูกไม่ถนัดมือ นัก)อย่าลืมกระซิบข้างๆหูลูกว่า ของขวัญชิ้นพิเศษนี้มอบให้ลูกเป็นคนช่วยดูแล และคุณคิดถึงลูกแค่ไหนตลอดเวลาที่อยู่โรงพยาบาล

“ช่วยกันหน่อยนะ”

ไม่ ว่าเรื่องอะไรเกี่ยวกับ “น้อง” ถ้าเป็นไปได้ขอโอกาสให้ลูกคนโตได้มีส่วนร่วมช่วยเหลือน้องหน่อย เช่น ให้ลูกช่วยหยิบผ้าอ้อมให้ หรือส่งขวดนม ขวดน้ำของน้องให้ ถ้าอุ้มน้องอยู่ก็อาจอนุญาตให้ลูกมาอิงแอบอยู่ใกล้ๆ หรืออาจให้ลูกช่วยตัดสินใจเลือกสีเสื้อผ้าให้น้อง(วิธีการเหล่านี้นอกจาก ช่วยเพิ่มความสัมพันธ์ระหว่างน้องกับพี่แล้ว ลูกคนโตยังได้ฝึกพัฒนาการในด้านการเป็นผู้นำ การรู้จักตัดสินใจ การรู้จักช่วยเหลือพี่น้องด้วย)

ทั้ง หมดทั้งมวลที่ขอมา ไม่ใช่เรื่องยากเลยถ้าคุณพ่อคุณแม่และคนรอบข้างจะช่วยกันดูแลรักษาความ รู้สึกของหัวใจดวงน้อยดวงนี้ ที่สำคัญการเตรียมการไว้แต่เนิ่นๆมีชัยไปกว่าครึ่งแน่ๆค่ะ

tip

*ลอง หาตุ๊กตามาให้ลูก และลองให้แกดูแลตุ๊กตาเหมือนกับที่พ่อหรือแม่ดูแลน้อง เช่น อาบน้ำให้ตุ๊กตา เปลี่ยนผ้าอ้อมให้ตุ๊กตา ป้อนข้าว แต่งตัวให้ ฯลฯ ซึ่งถือเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกเรียนรู้ประสบการณ์เหล่านี้อีกวิธีหนึ่ง

*ถ้า ลูกทำท่าอยากรู้อยากเห็นและมีคำถามว่า “น้องมาจากไหน” คุณพ่อคุณแม่ควรให้ข้อมูลโดยประเมินจากการรับรู้ของลูกด้วยว่าแค่ไหนจะเข้า ใจ เพราะถ้าบอกอะไรมากเกินการรับรู้ของลูก แกอาจรู้สึกตกใจและกลัวก็เป็นได้

ขอบคุณข้อมูลจาก momypedia.com

เป็น เรื่องง่ายมากที่เราจะหลงลืมหรือละเลยกิจวัตรประจำวันของเด็กอย่าง “การแปรงฟัน” ( หมายรวมถึงการทำความสะอาดภายในช่องปากด้วย ) อาจเพราะเราคิดว่าแค่ฟันน้ำนมไม่เป็นไรหรอก หรืออาจคิดว่าลืมบ้างก็ช่างเถอะ วันๆหนึ่งเขาไม่ได้กินอะไรเยอะแบบเราหรอก คงไม่สกปรกเท่าไหร่

ผู้เชี่ยวชาญด้านทันตแพทย์ กล่าวว่า “การเริ่มรักษาสุขภาพในช่องปาก นั้นยิ่งเริ่มเร็วก็ยิ่งดี เป็นการป้องกันแบคทีเรียซึ่งเป็นสาเหตุของฟันผุ และยังเป็นการลดความเสี่ยงไม่ให้เกิดการติดเชื้อภายในช่องปากด้วย

ฟันของลูกนั้นจะเริ่มแทงเหงือกขึ้นมาอย่างเร็ว เมื่ออายุประมาณ 4 เดือน ฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่อย่าชะล่าใจ อย่าปล่อยให้เลยเถิดเชียว เพราะผลวิจัยระบุว่าเด็กที่ฟันผุตั้งแต่เด็กๆ นั้น ส่วนใหญ่ก็มักจะมีปัญหาในช่องปากเมื่อโตขึ้นด้วย รีบดูแลเสียแต่เนิ่นๆ

• อย่าใช้ช้อนส้อมร่วมกัน โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่มีปัญหาฟันผุ สามารถเผยแพร่แบคทีเรียตัวร้ายได้ง่าย ใช้ช้อนกลางไปเลยไม่ต้องถาม

• ไม่แชเชือนที่จะไปพบหมอฟัน ประมาณ 6 เดือนหลังจากมีฟันซี่แรกก็ควรได้รับคำแนะนำเรื่องสุขภาพในช่องปากแล้ว

• แปรงสีฟันหัดใช้ไม่รีรอ ต้องเริ่มทันทีเมื่อมีฟันซี่แรกขึ้น เลือกแปรงเล็กๆ ขนนุ่มๆ จับถนัดมือ บวกกับยาสีฟันไม่มีฟลูออไรด์ แปรงประจำโดยเฉพาะก่อนเข้านอน เพราะเป็นเวลาที่น้ำลายจะน้อยลง คราบแบคทีเรียบนผิวฟันจึงทำอันตรายได้ง่ายดาย

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

กระเป๋าเด็ก กางเกงเด็ก การเรียนรู้ การเลี้ยงดูลูกน้อย การเลี้ยงดูเด็ก การเลี้ยงลูก การเลี้ยงลูกน้อย การเลี้ยงเด็ก ขวบแรก ของเล่นเด็ก ของใช้เด็ก ข้อควระวัง คุณแม่มือใหม่ คู่มือเด็ก ชุดเด็ก ดูแลเด็ก ทริคเลี้ยงเด็ก ทารก นมวัว นวดลูก น้ำนมแม่ ผื่นผ้าอ้อม พัฒนการลูกน้อย พัฒนาการลูกน้อย พัฒนาการเด็ก ภูมิคุ้มกันโรค รองเท้าเด็ก ระวังภัยในบ้าน ลูกน้อย สื้อรักแม่และลูก สุขภาพ หมู่เลือด อาบน้ำเด็ก อาหารเด็ก เด็ก เด็กคลอดก่อนกำหนด เด็กซน เด็กทารก เด็กน้อย เด็กอมข้าว เด็กอัจฉริยะ เด็กเล็ก เลี้ยงเด็ก เลื้ยงลูก เสริมพัฒนาการเด็ก เสื้อผ้าเด็ก เสื้อเด็ก แพ้นม แม่และเด็ก โภชนาการเด็ก
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.