บล็อกการเลี้ยงดูทารก


ในช่วงตั้งครรภ์เสื้อ ผ้าที่เหมาะสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์มากที่สุดก็คงจะต้องเป็นชุดคลุมท้อง เพราะเป็นชุดที่ถูกตัดเย็บและออกแบบมาเพื่อความสะดวกสบายของคุณแม่ตั้งครรภ์ และเป็นชุดที่ สามารถเข้ากับสรีระของคุณแม่ในช่วงนั้นได้เป็นอย่างดี ช่วงเวลาตั้งครรภ์คุณแม่หลายคนนอกจากจะต้องเอาใส่ใจเรื่องของอาหารการกิน การทำจิตใจให้สดชื่นแจ่มใส เพื่อลูกน้อยในครรภ์กันแล้ว สิ่งหนึ่งที่คุณแม่ควรใส่ใจก็คือการใส่ใจสุขภาพและเรื่องทั่วๆ ไปของตัวเองกันด้วย สำหรับในเรื่องของชุดคลุมท้องนั้น มีเคล็ดลับง่ายๆ ที่สามารถช่วยคุณแม่พิจารณาเลือกมาสวมใส่ เช่น

1. เลือกที่ขนาด โดยวัดที่ รอบแขน รอบอก รอบเอว และรอบสะโพกคุณแม่ ชุดคลุมท้องควรมีขนาดใหญ่กว่าตัวคุณแม่ประมาณสัก 3-5 นิ้ว และไม่ควรมีความยาวมาก เพื่อจะได้สวมใส่สบาย และเดินได้สะดวก หลายคนมักจะเลือกชุดคลุมท้องที่ มีขนาดไซด์ใหญ่ๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องซื้อกันบ่อยๆ สามารถใส่ไปได้เลยทั้งเก้าเดือน จริงๆ แล้วการเลือกแบบนั้นอาจจะทำให้ในช่วงแรกๆ ชุดที่คุณแม่สวมใส่จะดูใหญ่ไปสักหน่อย และบางครั้งสีก็อาจจะซีดซะก่อนจะถึงเก้าเดือน จึงอยากแนะนำว่าคุณแม่ควรเลือกซื้อไปเรื่อยๆ จะดีกว่า โดยดูขนาดท้องและรูปร่างที่เปลี่ยนไปเป็นระยะๆ เพราะบางครั้งหลังจากคลอดน้องแล้วเราก็อาจจะยังต้องใส่ชุดคลุมท้องอยู่ เพราะรูปร่างต่างๆ ยังไม่เข้าทีพอที่จะกลับไปสวมเสื้อผ้าเดิมๆ ได้ ทำให้ชุดคลุมท้องที่เลือกซื้อมาสามารถนำมาใส่กันได้เป็นปีเลยทีเดียว และคุณแม่บางคนก็อาจจะเก็บชุดไว้ ถ้ามีโครงการจะมีน้องคนต่อไป

2. เลือกที่เนื้อผ้า ควรเป็นผ้าเนื้อนิ่มๆ บางเบา สวมใส่สบาย และระบายอากาศได้ดี

3. เลือกแบบที่ชอบ และควรเป็นแบบที่เหมาะกับสถานที่ต่างๆ เช่น เวลาไปทำงาน เวลาไปพบคุณหมอตามวาระ หรือเวลาอยู่บ้าน เพราะบางครั้งคุณแม่อาจจะยังต้องทำงานอยู่จนกว่าจะถึงกำหนดคลอด ชุดคลุมท้องที่ใส่ไปทำงานควรเลือกแบบที่สุภาพเรียบร้อย สำหรับชุดที่จะต้องใส่ไปพบคุณหมอตามวาระก็อาจะเลือกแบบได้ตามต้องการหรืออาจ จะเลือกแบบที่เป็นกางเกง เป็นเอี๊ยม ก็เป็นชุดคลุมท้องที่ดูน่ารักและถูกใจคุณแม่หลายคน

เคล็ดลับเหล่านี้เป็นเคล็ดลับง่ายๆ ที่สามารถช่วยคุณแม่ในการตัดสินใจเลือกซื้อชุดคลุมท้องมา สวมใส่ แต่หลักง่ายๆ ควรเลือกที่สวมสบาย เคลื่อนไหวตัวได้สะดวก เนื้อผ้าระบายอากาศได้ดี เพราะบ้านเราช่วงหน้าร้อนอากาศจะค่อนข้างร้อน เพียงเท่านี้คุณแม่ก็จะสามารถสวมใส่ชุดคลุมท้องกันได้อย่างสบายกันแล้วค่ะ

ช่วงตั้งครรภ์เป็นช่วงที่คุณแม่ต้องเลือก สวมชุดคลุมท้องเพื่อความสะดวกในการเคลื่อนไหวร่างกาย และเคล็ดลับง่ายๆ ในการเลือกชุดคลุมท้องก็คือ ควรมีขนาดใหญ่กว่าตัวคุณแม่ประมาณ 3-5 นิ้ว มีเนื้อผ้าบางเบาและสวมใส่สบาย

204_20120316163707

อาหารการกินเป็นเรื่องสำคัญสำหรับว่าที่คุณแม่ควรสวมชุดใส่สบายเช่นชุดคลุมท้อง กางเกงเลกกิ้งคนท้อง เพื่อให้คุณแม่ตั้งครรภ์ และคุณแม่มือใหม่ที่จะต้องเตรียมร่างกายให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ความเข้าใจและรู้จักอาหารการกินอย่างถูกต้องเหมาะสมและจำเป็นอย่างยิ่งค่ะ

1.กินอย่างไร เพื่อเตรียมพร้อมก่อนตั้งครรภ์

         เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมก่อนจะเป็นแม่ สิ่งที่คุณแม่ต้องทำโดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน คือ
1)กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ดูแลร่างกายให้แข็งแรง เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อม
2)ควรกินอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียม เช่น นม กุ้งแห้ง ปลาเล็กปลาน้อย งาดำ เป็นต้น เพื่อจะได้เสริมสร้างกระดูกของคุณแม่ให้แข็งแรง
3)กินกรดโฟลิกเพื่อบำรุงเลือด โดยเฉพาะคุณแม่ที่อยากจะมีลูก คุณหมอจะแนะนำให้กินกรดโฟลิกเป็นประจำอย่างต่อเนื่องวันละ 400 ไมโครกรัม เป็นเวลา 12 สัปดาห์

2.อาหารบำรุงเลือด

คืออาหารที่ช่วยสร้างเม็ดเลือดและดูดซึมธาตุเหล็ก ได้แก่
1) ธาตุเหล็ก ช่วยป้องกันภาวะโลหิตจางของคุณแม่ได้ พบในตับ ไข่แดง เนื้อแดง งา ถั่วแดง ขนมปังโฮลวีต ลูกพรุน ผักโขม ถั่วลันเตา สาหร่ายทะเล เป็นต้น
2) โปรตีน ช่วยดูดซึมธาตุเหล็กในเนื้อสัตว์ให้มากขึ้น และยังสร้างโปรตีนของเม็ดเลือดแดงได้ด้วย แหล่งอาหารที่มีโปรตีน ได้แก่ เนื้อสัตว์ อาทิ หมู ไก่ กุ้ง ปลา และเนื้อ เป็นต้น
3) โฟเลต อาหารเริมสร้างเม็ดเลือดแดงได้แก่ บร็อกโคลี แคนตาลูป ตับ เนื้อแดง ผักโขม ผักกาดหอม และหน่อไม้ฝรั่ง
4) ทองแดง ช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดี พบในตับลูกพรุนแห้ง เมล็ดทานตะวัน เต้าหู้แข็ง ช็อกโกแลต เป็นต้น

3.อาหารแก้แพ้ท้อง

เมื่อตั้งครรภ์จะกินอะไรก็ลำบาก เพราะกินไปแต่ละทีก็มีแต่อาเจียนออกมา ทำอย่างไรถึงจะหายแพ้ ลองแก้ด้วยวิธีต่อไปนี้ค่ะ
1) แบ่งอาหารออกเป็นมื้อเล็ก ๆ หลาย ๆ มื้อ เพื่อแก้อาการอยากอาเจียนและเบื่ออาหารของแม่ท้อง
2) จิบน้ำขิงบ่อย ๆ ทีละน้อย เพราะน้ำขิงสามารถแก้อาการคลื่นไส้ได้
3) ติดของว่างไว้ใกล้ๆ ตัว ประเภทขนมปังขิง ขนมปังกรอบ หรือซีเรียลแท่งเล็ก ๆ จะช่วยลดอาการคลื่นไส้ได้ โดยเฉพาะช่วงที่ตื่นนอนตอนเช้าและกลางคืนดึก ๆ

4.ไขมันและคาร์ไบไฮเดรตนั้นสำคัญ

        คุณแม่หลายคนที่กลัวอ้วนมักงดอาหารที่มีส่วนผสมของไขมันและคาร์โบไฮเดรต ซึ่งไม่ควรอย่างยิ่ง เพราะไขมันมีประโยชน์และช่วยในเรื่องพัฒนาการของลูกในครรภ์ โดยเฉพาะไขมันชนิดไม่อิ่มตัว หรือไขมันจากพืช เมล็ดพืช เช่น อโวคาโด พืชตระกูลถั่วเมล็ดทานตะวัน ส่วนไขมันจากปลาก็ได้แก่ ปลาที่ไม่ติดส่วนมัน เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า เป็นต้น

ขณะที่ คาร์โบไฮเดรต คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องได้รับพลังงานมากกว่าผู้หญิงทั่วไปถึง 300-500 กิโลแคลอรี ซึ่งแหล่งพลังงานส่วนใหญ่ ก็มาจากแป้ง ข้าว น้ำตาล และผลไม้ ดังนั้น คุณแม่ควรกินอาหารประเภทที่มีกากใยโปรตีน ใยอาหาร เกลือแร่ และวิตามิน รวมอยู่ด้วย อันได้แก่ ข้าวซ้อมมือ ถั่ว ผลไม้ ที่มีกากใย และธัญพืชต่าง ๆ ฯลฯ

5.กินผัก เพื่อลูก

         คุณแม่ตั้งครรภ์บางคนไม่ชอบกินผัก แต่ยามนี้ ผักมีประโยชน์ต่อการตั้งครรภ์ค่ะ ดังนั้นจึงควรพยายามกินให้ได้นะคะ
1) ผักสีเขียว ช่วยต้านอนุมูลอิสระ และช่วยให้ขับถ่ายง่าย เริ่มจากผักบุ้งถือเป็นผักที่กินง่ายที่สุด จากนั้นค่อยๆ ไล่ระดับไปจากผักบุ้งเป็นผักตำลึง บร็อกโคลี ผักกาด ผักคะน้า ไปเรื่อยๆ
2) ผักสีขาว ช่วยต้านมะเร็งและช่วยย่อยอาหาร เช่น ผักกาดขาว หัวไชเท้า ที่นำมาทำน้ำซุป และรสหวานไม่มีกลิ่นเหม็นเขียวทำให้กินได้ง่าย
3) ผักสีส้ม ได้แก่ แครอต ฟักทอง โดยเฉพาะฟักทองนำมาทำเป็นของหวานก็ได้ หากคุณแม่ไม่ชอบอาหารคาว แต่ต้องระวังความหวานจากน้ำตาลที่ใช้ประกอบด้วย
4) ผักสีแดง คุณสมบัติคือช่วยชะลอความแก่ ได้แก่ มะเขือเทศ บีตรูต พริกหวาน
5) ผักสีม่วง ป้องกันอันตรายที่สะสมในเส้นเลือดและป้องกันโรคหัวใจ ได้แก่ กะหล่ำปลีสีม่วง และมะเขือม่วง

6.กินอะไร ให้เหมาะแต่ละไตรมาส

      ไตรมาสแรก : 1-3 เดือน

        ช่วงนี้คุณแม่ต้องการพลังงานมากขึ้น สามารถกินอาหารได้ตามปกติ แต่ให้เน้นเมนูผักเป็นหลัก เพราะผักจะช่วยการย่อย และระบบขับถ่าย หากมีอาการคลื่นไส้ ผลไม้รสเปรี้ยวช่วยได้ค่ะ
ส่วนเครื่องดื่ม ควรเป็นน้ำผลไม้สด เช่น น้ำแตงโม น้ำส้ม แบบคั้นสดนะคะ ไม่ควรปั่น เพราะจะทำให้สูญเสียวิตามินได้

      ไตรมาสที่ 2 : 3-6 เดือน

        ควรเน้นผักใบเขียวมากขึ้น โดยเฉพาะที่มีวิตามินสูง เช่น บร็อกโคลี คะน้า ผักบุ้ง แครอต ถั่วงอก มะเขือเทศ
ช่วงนี้ลูกน้อยกำลังเจริญเติบโต ฉะนั้นอาหารบำรุงลูกน้อย อย่างโอเมก้า 3 พวกปลาทะเล และถั่วบางชนิดก็มีความสำคัญค่ะ
คุณแม่ท้องช่วงนี้ อาจจะมีอาการท้องอืดบ้าง การดื่มน้ำสมุนไพร เช่น น้ำขิง น้ำตะไคร้ จะช่วยการระบายได้เป็นอย่างดี

      ไตรมาสที่ 3 : 6-9 เดือน

        ใกล้คลอดเข้าไปทุกทีแล้ว คุณแม่อาจเคลื่อนไหวไม่ค่อยสะดวก อาหารที่ควรกินคืออาหารที่เสริมสร้างความแข็งแรงให้ร่างกาย และเสริมสร้างเม็ดเลือดแดง อาทิ บร็อกโคลี แคนตาลูป ตับ เนื้อแดง ผักโขม ผักกาดหอม และหน่อไม้ฝรั่ง เป็นต้น

7.อาหารต้องห้ามยามท้อง

      1) อาหารรสเผ็ด เพราะยิ่งเผ็ดอุณหภูมิในร่างกายยิ่งร้อน คุณแม่จะยิ่งหงุดหงิดอาจส่งผลให้ร้อนในและลำไส้อักเสบได้
2) อาหารหนัก ๆ ย่อยยาก แคลอรีสูง เช่น เค้ก พิซซ่า โดนัท น้ำอัดลม ขนมกรุบกรอบ เพราะนอกจากจะไม่มีประโยชน์แล้ว ยังทำให้ร่างกายทำงานหนักและเป็นไขมันส่วนเกินในร่างกายอีก
3) อาหารสุก ๆ ดิบ ๆ เช่น ไข่ดิบ เนื้อปลา ซูซิ สเต๊กบางอย่างหอยนางรม อาจจะมีสารพิษหรือเชื้อโรคตกค้างอยู่ แม่ท้องกินเข้าไปก็อาจติดเชื้อโรคและเป็นอันตรายได้
4) นมและเนย ที่ไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อ
5) ของหมักดอง ทำให้ท้องอืด อาหารไม่ย่อย โซเดียมสูง
6) น้ำชา กาแฟ ยิ่งดื่มมาก ร่างกายยิ่งต้องขับน้ำออกมามาก และปัญหาที่ตามมาคือคุณแม่อาจท้องผูกได้
7) ถั่วลิสง ควรหลีกเลี่ยงการกินถั่วลิสงระหว่างตั้งครรภ์ เพราะอาจกระตุ้นให้ลูกเกิดมาเป็นโรคภูมิแพ้ได้
8) ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์จะมีผลกระทบต่อการพัฒนาสมองของลูกในครรภ์

8.ใกล้คลอด หลังคลอด เพิ่มน้ำนม

เมื่อใกล้คลอด อาหารที่ดีที่สุดสำหรับคุณแม่คืออาหารที่มีรสร้อน เมื่อกินเข้าไปแล้วจะทำให้ร่างกายอบอุ่น เลือดไหลเวียนดีขึ้น ทำให้มีน้ำนมมากขึ้น ฉะนั้นช่วงนี้คุณแม่ควรกินอาหารที่เน้นน้ำนมเป็นหลัก ซึ่งสมุนไพรไทยหลาย ๆ อย่าง ก็มีสรรพคุณเป็นอาหารรสร้อน เช่น หัวปี ใบกะเพรา กุยช่าย กานพลู มะละกอ ฟักทอง ขิง และใบแมงลัก ซึ่งอุดมไปด้วยแคลเซียม ฟอสฟอรัส เบต้าแคโรทีน เหล็ก วิตามินซี โปรตีน ธาตุเหล็ก วิตามินเอ วิตามินบี เป็นต้น

เมนูแนะนำคือ แกงเลียง ผัดกะเพรา ยำหัวปลี แกงป่าฟักทองผัดไข่ ฟักทองแกงบวด ไก่ผัดขิง ฯลฯ ที่อุดมไปด้วย แคลเซียม โปรตีน ธาตุเหล็ก อสฟอรัส วิตามินซี เบต้า แคโรทีน ช่วยบำรุงเลือด และทำให้มีน้ำนมเยอะค่ะ

Cradit by : http://women.thaiza.com/

ระหว่างตั้ง ครรภ์ ปัญหาหนึ่งที่คุณแม่มักเจอ คือนอนหลับได้น้อยลง เป็นเพราะท้องที่โตขึ้น แถมยังปวดปัสสาวะบ่อยขึ้นอีกด้วย เรามีเคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณแม่นอนหลับสบายได้ระหว่างตั้งครรภ์มาฝาก…
??? การนอนหงายระหว่างตั้งครรภ์เป็นท่าที่ทำให้คุณแม่ตื่นบ่อย เพราะมดลูกที่ใหญ่ขึ้นจะไปกดเส้นเลือดใหญ่ ทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตในร่างกายไม่สมบูรณ์ หัวใจคุณแม่ทำงานหนักขึ้น แต่ท่านอนที่ทางการแพทย์แนะนำ คือ นอนตะแคงซ้าย การนอนถือว่าสำคัญเพื่อเป็นการพักผ่อนให้ร่างกายได้ฟื้นฟู ควรมีหมอนรองครรภ์
sleep_320

  • งดดื่มชา กาแฟ น้ำอัดลม ในตอนเย็นหรือก่อนนอน
  • เลี่ยงการดื่มน้ำมากๆ หรืออาหารมื้อใหญ่ในระหว่าง 3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เพราะจะทำให้รู้สึกอึดอัดมากขึ้นเมื่อนอนหงาย
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักๆ หรือกิจกรรมที่ตื่นเต้น เช่น ดูหนัง หรือเล่นเกม คุณพักร่างกายใหสบาย และดื่มน้ำเต้าหู้อุ่นๆ สักถ้วยก่อนนอน
  • พยายามเข้านอนและตื่นอนนในเวลาเดิมทุกวัน จะทำให้นอนหลับได้มากขึ้น และร่างกายไม่อ่อนเพลีย
  • หากมีการตื่น นอนจากการเป็นตะคริว ให้ลุกขึ้นยืน หรือเหยียดปลายเท้าเข้าหาผนัง จะทำให้อาการดีขึ้น และควรตรวจดูว่าคุณแม่กินแคลเซียมตามที่แพทย์สั่งหรือไม่ เพราะอาการเป้นตะคริวแสดงว่าร่างกายมีการขาดแคลเซียม

เราต่างรู้กันดีว่าร่างกายของคุณแม่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่ง ใหญ่เมื่อตั้งครรภ์และหลังคลอด เราควรเลือกใช้เสื้อผ้าชุดคลุมท้อง ชุดตั้งครรภ์ ส่วนใหญ่เรามักจะสนใจแต่การเปลี่ยนแปลงในด้านลบ เช่น ความย้วย ท้องลาย หน้าอกหย่อนคล้อย และอื่น ๆ แต่คุณอาจไม่เคยรู้ว่าความเป็นแม่นั้นยังมีผลกระทบต่ออวัยวะสำคัญหนึ่งใน ร่างกายของเรา ซึ่งก็คือสมองนั่นเอง

เรากำลังจะบอกว่าการเป็นคุณแม่นั้นจะส่งผลดีต่อสมองของคุณอย่างไร (เรื่องนี้ได้รับการยืนยันทางวิทยาศาสตร์มาแล้ว ดังที่คุณจะได้อ่านต่อไป)

รายงานข่าวจาก NBC เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้เปิดเผยผลการวิจัยที่บ่งชี้ว่าความเป็นแม่นั้นส่งผลดีต่อร่างกายคุณ แม่อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อสมอง

เมื่อผู้หญิงกลายเป็นคุณแม่ สมองจะหลั่งฮอร์โมนออกมาหลายชนิด ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความผูกพันธ์ระหว่างตัวคุณแม่และลูกน้อย อีกทั้งยังทำให้คุณแม่รู้สึกอยากปกป้องและดูแลลูกในแบบที่คนอื่นไม่อาจเทียบ

ฮอร์โมนที่เราพูดถึงนี้ คือ ออกซิโทซิน และโปรแลคติน

ออกซิโทซิน

หรือที่รู้จักกันในชื่อ ฮอร์โมนแห่งความรัก ฮอร์โมนแห่งการกอด สารแห่งความสุข ฯลฯ ฮอร์โมนชนิดนี้ถูกสร้างขึ้นในไฮโปตลามัสในสมอง โดยต่อมพิทูอิตารีซึ่งอยู่ในสมองเช่นกัน

mum-hold-toddler

ออกซิโทซินมีประโยชน์กับแม่หลายประการ

“ฮอร์โมนแห่งความรัก” ทำหน้าที่อะไร?

  • ระหว่างการคลอด จะทำหน้าที่ทำให้มดลูกบีบตัว
  • ทำให้คุณแม่มีความเป็นห่วงเป็นใยและอยากเอาอกเอาใจมากขึ้น
  • ออกซิโทซินยังทำให้คุณแม่สามารถจดจำกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของลูกน้อยได้และชอบกลิ่นนี้มากกว่ากลิ่นอื่น ๆ อีกด้วย
  • กระตุ้นให้คุณแม่หลั่งน้ำนมในระหว่างการให้นม
  • ออกซิโทซินยังช่วยให้ร่างกายจัดเรียงจุดเชื่อมต่อของเส้นประสาทภายในสมองบางส่วน ทำให้ผู้หญิงแสดงความเป็นแม่ออกอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
  • ช่วยให้คุณแม่เข้าใจภาษากายของลูกน้อยได้ดียิ่งขึ้น

    Cradit by : theasianparent.com

พัฒนาการลูกน้อยดี เริ่มต้นที่พ่อแม่

พัฒนาการด้านสังคมวัยอนุบาล-01

พัฒนาการทารกแรกเกิด-1 ขวบ

สำหรับพัฒนาการทารกนั้น ลูกรักมักจะชอบทำเสียงแปลกๆ ค่ะ ซึ่งหลังจากที่พ้นจากช่วงที่เป็นทารกแล้ว เด็กๆ บางคนอาจเริ่มหัดเดิน คลานได้คล่องขึ้น ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยฝึกการเดินของลูกให้คล่องแคล่วขึ้น โดยให้เรียกชื่อบ่อยๆ เพื่อให้ลูกคลานหรือเดินไปหา รวมถึงการเปิดเพลง ร้องเพลง หรือหาของเล่นที่มีเสียงมาให้เจ้าตัวเล็ก เพื่อกระตุ้นพัฒนาการทารกนั่นเองค่ะ

 

พัฒนาการลูกน้อยวัย 2 ขวบ

พัฒนาการของเด็กวัยนี้ ลูกเริ่มเดินเป็นจังหวะได้ดี มั่นคงขึ้น และชอบกวาดตาไปรอบๆ ขณะเดิน ชอบฟังนิทานและสนใจที่จะเปิดหนังสือเล่น คุณแม่จึงควรเปิดโอกาสให้ลูกได้สำรวจโลกที่กว้างขึ้นสำหรับเขา ด้วยการพาไปเปิดหูเปิดตาที่สวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น หรือสวนสัตว์บ้าง เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการและให้ลูกรักสัมผัสโลกกว้างอย่างเต็มที่ค่ะ

 

พัฒนาการลูกน้อยวัย 3 ขวบ

สำหรับพัฒนาการของเด็กวัยนี้ จะเริ่มทรงตัวได้ดี ใช้มือได้ดี ช่างพูด ชอบของเล่นที่ใช้มือ ชอบวาดรูป คุณพ่อและคุณแม่สามารถเสริมพัฒนาการลูกน้อยได้โดยหัดให้เขาช่วยเหลือตัวเอง เช่น ใส่เสื้อผ้าแบบง่ายๆ หรือช่วยงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ค่ะ (again, let’s give more solid example)

 

พัฒนาการลูกน้อยวัย 4 ขวบ

พัฒนาการของเด็กวัยนี้ จะสามารถใช้กล้ามเนื้อมือได้คล่องแคล่วขึ้น เช่น ตัดกระดาษได้โดยใช้กรรไกร จับดินสอได้ดี พูดประโยคยาวๆ ได้มากขึ้น ชอบเล่นปีนป่าย ทานอาหารได้เอง ซึ่งคุณพ่อและคุณแม่ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้เล่นอย่างเต็มที่ เช่น เล่นปีนป่ายได้ในที่ที่ปลอดภัยนะคะ

 

พัฒนาการลูกน้อยวัย 5-6 ขวบ

พัฒนาการของเด็กวัยนี้จะชอบส่งเสียงดัง ชอบเล่นนอกบ้าน สามารถดูแลตัวเองในเรื่องง่ายๆ ได้แล้ว เช่น แปรงฟันหรือแต่งตัวได้เอง และเพื่อเป็นการช่วยเสริมสร้างพัฒนาการลูกน้อย คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกออกไปเล่นนอกบ้านบ้างเพื่อให้ลูกได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากขึ้นนะคะ

การดูแลเด็กๆเพื่อพัฒนาการที่ดี คือสิ่งสำคัญมากในอนาคตของเด็กๆการดูแลจนถึงการแต่งตัวเสื้อผ้าเด็กของใช้เด็กของเล่นเด็กเพื่อการพัฒนาของเด็กๆที่ดี

Credit by : http://www.care.co.th

อาหารเด็ก

อาหารเด็กอุปกรณ์สำหรับเด็กรับประทานเด็กช่วง ปิดเทอมของวัยซน สำหรับคุณแม่ที่ยังคิดเมนูไม่ออก วันนี้ขอนำเสนอ 2 เมนูคาว-หวาน จากนิตยสาร Mother & Care แบบง่าย ๆ แสนอร่อยและเหมาะในช่วงหน้าร้อน มาฝากกันค่ะ บอกเลยว่าเมนูที่เรานำมาฝากเหมาะในช่วงหน้าร้อนมาก ๆ ค่ะ ^^

อาหารเด็ก

2 เมนูวัยซน ไข่ดาวซอสมะขาม-ทับทิมกรอบ

อาหารเด็ก

อาหารเด็กช่วง ปิดเทอมของวัยซน สำหรับคุณแม่ที่ยังคิดเมนูไม่ออก วันนี้กระปุกดอทคอมขอนำเสนอ 2 เมนูคาว-หวาน จากนิตยสาร Mother & Care แบบง่าย ๆ แสนอร่อยและเหมาะในช่วงหน้าร้อน มาฝากกันค่ะ บอกเลยว่าเมนูที่เรานำมาฝากเหมาะในช่วงหน้าร้อนมาก ๆ ค่ะ ^^

อาหารเด็ก


ไข่ดาวซอสมะขาม

ส่วนผสม

– 1. ไข่ไก่

– 2. หัวหอมแดงซอย

– 3. กระเทียมกลีบใหญ่ซอย

– 4. หมูสับ

– 5. น้ำตาลปี๊บ

– 6. น้ำปลา

– 7. น้ำมะขามเปียก

– 8. น้ำมัน

วิธีทำ

1. ทำน้ำซอสมะขามโดยผสมน้ำปลา น้ำมะขามเปียก น้ำตาลปี๊บเข้าด้วยกันเตรียมไว้

2. ทอดไข่ดาวให้สุก พักใส่จานไว้

3. เจียวหอมและกระเทียมพักไว้

4. นำน้ำมันที่เหลือจากเจียวหอมและกระเทียมแบ่งมาเล็กน้อย นำหมูสับลงไปผัด พอเริ่มสุกให้ใส่น้ำซอสมะขามที่ทำเตรียมไว้ลงไปผัดให้เข้ากัน พอทุกอย่างสุกเข้ากันดีแล้วจึงตักราดบนไข่ดาว โรยหน้าด้วยหัวหอมและกระเทียมที่เจียวเตรียมไว้

อาหารเด็ก

ทับทิมกรอบ

ส่วนผสม

– 1. แห้ว

– 2. น้ำหวานแดง

– 3. แป้งมัน

วิธีทำ

1. หั่นแห้วเป็นชิ้นเล็ก ๆ ขนาดเท่า ๆ กัน แล้วนำไปแช่ในน้ำหวานแดงประมาณ 10-15 นาที

2. เมื่อได้เวลาให้ช้อนแห้วขึ้นมาให้สะเด็ดน้ำ แล้วนำไปเคล้ากับแป้งมันให้ทั่วเน้อแห้ว

3. ตั้งน้ำให้เดือด นำแห้วที่เคล้าแป้งแล้วลงไปต้มจนสุก เมื่อสุกแป้งจะใส แห้วจะลอยขึ้นมา ตักขึ้นแช่ในน้ำเย็น กินกับน้ำเชื่อม น้ำกะทิ หรือน้ำหวานตามชอบ

Credit by : http://www.kapook.com

เวลาพิเศษในช่วงฤดูร้อน หมายถึงความเสี่ยงของการที่ให้เด็กๆได้มีเวลาเล่นสนุก ในช่วยเวลานั้น เมื่อเดได้ต้องการเข้าสู่สังคมภายนอก นี่คือเคล็ดลับในการดูแลเด็กๆของคุณ

เด็กแรกเกิดเมื่อได้พัฒนาองค์ร่วมทั้งกล้ามเนื้อมัดใหญ่ มัดเล็ก ประสาทสัมผัสที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ต่อมา ส่งผลถึงการมองเห็น รับกลิ่นรับรส ได้ยินเสียง ผิวสัมผัส เมื่อทารกได้รับสัมผัสต่างๆ จะส่งสัญญาณไปที่สมอง ทำให้สมองเกิดการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์มารดาเลยก็ว่าได้ ทารกจะสามารถจับเสียงพ่อแม่ได้ การกระตุ้นด้วยเสียง แสง ในระยะตั้งครรภ์ทำให้สมองเจริญเติบโตได้เหมือนกัน เมื่อคลอดแล้ว พ่อแม่มองหน้าลูก ส่งสายตากับลูก ทำปากให้ลูกเห็นมันทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ ส่งสัญญาณทำให้สมองเจริญเติบโต

1.พ่อแม่ต้องฝึกอดทนอดกลั้นให้เป็น
สิ่งแวดล้อมด้านบวกที่ดีเริ่มได้จากพ่อแม่ที่ต้องรู้จักฝึกความมีสติให้ กับตัวเอง รู้จักอดทนอดกลั้นให้เป็น อย่าใช้คำพูดเสียดแทงเด็ก ถ้าทำให้เด็กรู้สึกว่าเขาไม่ได้ถูกรัก พ่อแม่ต้องปรับเปลี่ยน และสิ่งที่พ่อแม่จะต้องอดทนฝึกลูกให้รู้สึกช่วยเหลือตัวเองให้ได้ คิดแก้ปัญหาเป็น พ่อแม่ยังควรหาสื่อดีๆ หาเพื่อนที่ดีให้ลูก การให้ลูกรู้จักกับศาสนาเป็นเรื่องที่ดีที่สุด สนับสนุนให้ลูกทำกิจกรรมจิตอาสาฝึกของเล่นเด็กพัฒนาการเด็กซึ่งเต็มไปด้วยคนดี เมื่อลูกพบเพื่อนดีก็จะดึงไปในทางที่ดี

เด็กวัยอนุบาลมีสมรรถนะและพัฒนาการด้านสังคมอย่างไร?

สมรรถนะและ พัฒนาการทางสังคมของเด็กตั้งแต่ 3-6 ปี มีดังนี้

  • เด็กวัย 3 ขวบ รับประทานอาหารเอง เล่นแบบคู่ขนาน คือ เล่นของเล่นชนิดเดียวกัน แต่ต่างตนต่างเล่น ชอบเล่นสมมุติ รู้จักการรอคอย
  • เด็กวัย 4 ปี แต่งตัวได้ด้วยตนเอง ไปห้องน้ำได้เอง เล่นร่วมกับคนอื่นได้ รอคอยตามลำดับก่อนหลัง แบ่งของให้คนอื่น เก็บของเล่นเข้าที่ได้
  • เด็กวัย 5 ปี ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ด้วยตนเอง เล่นหรือทำงานโดยมีจุดมุ่งหมายร่วมกับคนอื่นได้ พบผู้ใหญ่รู้จักไหว้ ทำความเคารพ รู้จักขอบคุณ เมื่อรับของจากผู้ใหญ่ รับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมาย

เด็กวัย 6 ปี มีการเล่นเป็นกลุ่ม มีกติกาข้อตกลง เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นมากขึ้น ช่วยเหลือตัวเองได้ดี รู้จักมารยาททางสังคม

2.ฝึกให้เด็กรู้จักตนเอง

พ่อแม่ลูกสามารถทำร่วมกันได้ที่บ้าน เช่น ชวนลูกทำสมุดประวัติตนเอง มีภาพถ่ายของลูกตั้งแต่วัยทารกจนปัจจุบัน ภาพพ่อแม่ พี่ น้อง ปู่ย่า ตายาย ให้ลูกจัดภาพลงสมุดภาพ ให้บอกชื่อเล่น ชื่อจริงและนามสกุล ชื่อพ่อ แม่ และบุคคลในภาพ พ่อแม่ช่วยเขียน หากเด็กวัย 5-6 ปี อาจเขียนตามแบบได้ บางภาพอาจเล่าเรื่องราวและบันทึกไว้ ทำต่อไปจนเด็กโตเข้าชั้นประถมศึกษาเขาจะทำเองได้ กิจกรรมนี้ช่วยให้เด็กรู้จักตนเองและความสัมพันธ์ในครอบครัว

3.ฝึกจริยธรรม

จริยธรรมเบื้องต้นสำหรับเด็กเป็นการสร้างเสริมทัศนคติต่อคุณธรรมเพื่อให้มี ความพร้อมทางจริยธรรมในขั้นสูงต่อไป โดยเริ่มสอนให้เด็กรู้จักกรรมดีชั่วให้ถูกต้อง รู้ว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว และรู้ว่าความสุขที่แท้จริงคือความสงบ ไม่ดีใจเกินไปหรือเสียใจเกินไป โดยมีตัวแบบปฏิบัติที่ถูกต้องดีงามให้เด็กซึมซับจากตัวแบบจริง เช่น การเห็นผู้ใหญ่พูดจาไพเราะ แบ่งปัน เอื้อเฟื้อต่อกัน และให้เด็กเรียนรู้จากตัวแบบทางอ้อม เช่น จากตัวละครในนิทาน การแสดงละคร การเล่นบทบาทสมมุติ เป็นต้น
4.ฝึกปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี กับครอบครัว โรงเรียนและชุมชน
กิจกรรมเหล่านี้มีความหมายต่อชีวิตทั้งตนเองและสังคม พ่อแม่ควรปลูกฝังและชี้แนะให้เด็กทำความดี ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของศาสนาที่ตนนับถือ ร่วมกิจกรรมตามประเพณีในสังคมไทย ซึ่งมีจุดมุ่งหมายคือการทำความดี เช่น กิจกรรมวันแม่ วันที่ 12 สิงหาคม กิจกรรมวันพ่อ วันที่ 5 ธันวาคม กิจกรรมวันสารทเดือนสิบ กิจกรรมวันตรุษจีน กิจกรรมเหล่านี้ปลูกจิตสำนึกให้เด็กรู้ว่าเรามีผู้เลี้ยงดูเรามา เราต้องมีความกตัญญูกตเวทีต่อท่านด้วยการเชื่อฟัง ทำดีและต่อไปภายหน้าเราควรเป็นผู้เลี้ยงดูตอบแทนท่าน ผู้ใหญ่ควรสอนเรื่องนี้แก่เด็ก เนื่องจากการมีความกตัญญูจะเป็นหนทางของคนดี เป็นต้น

5.ฝึกให้เด็กพึ่งตนเอง

คุณลักษณะการพึ่งตนเองเป็นสิ่งที่ดีงามของชีวิตที่ทำให้ตนเองมีคุณค่าและไม่ เป็นภาระของผู้อื่น ดังคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของเด็กปฐมวัยตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธ ศักราช 2546 ได้ระบุไว้ว่า เด็กควรช่วยเหลือตนเองได้เหมาะสมกับวัย ดังนั้นวัยเด็ก 3-6 ปี เด็กจะต้องแต่งตัว อาบน้ำ ทำความสะอาดอวัยวะขับถ่าย จัดและเก็บที่นอน รับประทานอาหารได้เอง หยิบของเล่นได้เอง และรู้จักเก็บให้เรียบร้อย รวมทั้งช่วยพ่อแม่ทำงานบ้านง่ายๆได้ เช่น รดน้ำตนไม้ ให้อาหารสัตว์เลี้ยง หรือ เขียน วาดภาพเล่นเพลิดเพลินได้โดยไม่รบกวนผู้ใหญ่
6ฝึกหัดให้รู้จักตนเองและหน้าที่ รู้จักสิทธิของตนเองและผู้อื่น
เด็กควรรู้จักตนเองว่าเป็นสมาชิกของครอบครัวมีหน้าที่เชื่อฟังพ่อแม่และช่วย เหลือครอบครัวในฐานะสมาชิก เด็กเป็นสมาชิกของโรงเรียน หน้าที่ของเด็กคือ การเรียนหนังสือ ปัจจุบันเด็กวัย 3 ขวบไปโรงเรียนแล้ว เขาจะต้องเรียนหนังสือกับครู เด็กๆทุกคนมีสิทธิที่ได้เรียน จึงควรตั้งใจเรียน คุณครูเป็นครูของทุกคน เพื่อนที่อยู่ด้วยเป็นมิตรกัน มีสิทธิที่จะเล่นที่โรงเรียนเหมือนกัน มีของเล่นเราเล่นด้วยกันได้ เด็กควรรู้จักสิทธิและหน้าที่ผ่านกิจกรรมที่เด็กทำได้ โดยพ่อแม่เป็นผู้ปลูกฝังผ่านการกระทำและสนทนากับเด็ก เพื่อเขาจะได้เป็นสมาชิกที่ดีของสังคมเมื่อเติบโต

กระเป๋าเด็ก กางเกงเด็ก การเรียนรู้ การเลี้ยงดูลูกน้อย การเลี้ยงดูเด็ก การเลี้ยงลูก การเลี้ยงลูกน้อย การเลี้ยงเด็ก ขวบแรก ของเล่นเด็ก ของใช้เด็ก ข้อควระวัง คุณแม่มือใหม่ คู่มือเด็ก ชุดเด็ก ดูแลเด็ก ทริคเลี้ยงเด็ก ทารก นมวัว นวดลูก น้ำนมแม่ ผื่นผ้าอ้อม พัฒนการลูกน้อย พัฒนาการลูกน้อย พัฒนาการเด็ก ภูมิคุ้มกันโรค รองเท้าเด็ก ระวังภัยในบ้าน ลูกน้อย สื้อรักแม่และลูก สุขภาพ หมู่เลือด อาบน้ำเด็ก อาหารเด็ก เด็ก เด็กคลอดก่อนกำหนด เด็กซน เด็กทารก เด็กน้อย เด็กอมข้าว เด็กอัจฉริยะ เด็กเล็ก เลี้ยงเด็ก เลื้ยงลูก เสริมพัฒนาการเด็ก เสื้อผ้าเด็ก เสื้อเด็ก แพ้นม แม่และเด็ก โภชนาการเด็ก